ครีมกันแดดกับกีฬากลางแจ้ง

นักกีฬาหลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จกับการปกป้องผิวโดยการใช้ครีมกันแดด จึงต้องเผชิญกับปัญหาผิวดำคล้ำเสียอยู่เรื่อยและคิดว่าเป็นเพราะครีมกันแดดที่ใช้อยู่นั้นไม่ดี แต่เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกก็ไม่สามารถได้ผิวสวย ๆ กลับคืนมาเสียที วันนี้เราจึงนำเคล็ดไม่ลับในการเลือกครีมกันแดดไว้ใช้เวลาเล่นกีฬากลางแจ้งมาให้ค่ะ เวลาเล่นกีฬานั้นย่อมต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเหงื่อออกเพื่อขับความร้อนภายในร่างกาย และเนื่องจากเหงื่อจัดว่าเป็นน้ำชนิดหนึ่ง จึงสามารถชะล้างสิ่งต่าง ๆ ที่เกาะตัวอยู่บนชั้นผิวได้รวมทั้งครีมกันแดดด้วย ดังนั้นครีมที่เหมาะสมจะนำมาใช้เมื่อต้องเล่นกีฬากลางแจ้งจึงต้องมีคุณสมบัติกันน้ำเป็นอันดับแรก ถัดมาคือเป็นครีมที่ติดแน่นทนนานกว่าครีมกันแดดทั่วไปจะได้ไม่เสียเวลามาทาครีมเพิ่มบ่อย ๆ นอกจากนี้คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของครีมกันแดดที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ จะต้องไม่ทิ้งคราบเหนียวลื่นเอาไว้บนผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นหลังทา เปียกน้ำหรือถูกเหงื่อ ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในการแข่งกีฬาได้ เช่น การทำไม้แร็คเก็ตหลุดมือเพราะลื่น เป็นต้น ปัจจุบัน ได้มีผู้คิดค้นครีมกันแดดที่เหมาะสมกับการเล่นกีฬากลางแจ้งหรือกีฬาทางน้ำออกมาหลายชนิดด้วยกัน เวลาเลือกซื้อก็อย่าลืมสังเกตฉลากกันนะคะว่ามีคำว่า Sport อยู่หรือเปล่า ยอมเสียเวลาสังเกตสังกาผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องใช้กันสักนิดจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังอย่างไรล่ะคะ

หน้าอ่อนกว่าวัยด้วยครีมกันแดด

รอยเหี่ยวย่นหรือรอยตีนกาบนใบหน้าล้วนเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของคนรักสวยรักงามเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น คนที่พอมีฐานะอยู่บ้างจึงมักหมดเงินไปกับการซื้อครีมแพง ๆ มาบำรุงผิวหน้าเพื่อให้ดูสวยเสมอ และก็มีไม่น้อยที่ยอมเจ็บตัวด้วยการไปทำศัลยกรรมทำหน้าเสียใหม่ให้ตึงเปรี๊ยะยังกับสาว ๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่บรรดาไฮโซไฮซ้อรุ่นคุณป้าคุณยายจะยังดูสวยพริ้งและอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงมากมายนัก แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่ว่าคนหาเช้ากินค่ำอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ จะไม่สามารถเป็นเจ้าของความงามนี้ได้นะคะ เพราะมีผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งที่สามารถทำให้คุณดูหน้าอ่อนกว่าวัยได้ในราคาที่เอื้อมถึงได้อย่างสบาย สิ่งนั้นก็คือ “ครีมกันแดด” อย่างไรล่ะคะ เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับครีมกันแดดออกมาว่า ผู้ที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำจะสามารถรักษาความอ่อนวัยบนใบหน้าได้ยาวนานกว่าคนที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ได้ 5 – 20 ปีเลยทีเดียว ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าในแสงแดดนั้นมีทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและร่างกาย การทาครีมกันแดดจึงช่วยปกป้องผิวของคุณจากรังสีดังกล่าวได้ จึงทำให้ผิวหนังไม่ถูกแสงแดดทำร้ายนั่นเอง ยิ่งบ้านเรามีอากาศร้อนจัดด้วยแล้ว การดูแลผิวหนังจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ไม่ควรมองข้ามไปอย่างยิ่ง สรุปก็คือ ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมทาครีมกันแดดด้วย รับรองว่าผิวสวย ๆ จะอยู่คู่คุณไปอีกนานเชียวค่ะ

อย่าเสี่ยงหน้าพังเพราะครีมกันแดดหมดอายุ

อันตรายจากเครื่องสำอางที่หมดอายุนั้น นำมาซึ่งสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับคนรักสวยรักงามอย่างแน่นอน เพราะนอกจากผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุจะเสื่อมสรรพคุณจนเท่ากับเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังสามารถทำลายผิวหน้าของคุณให้พังตามไปด้วยอย่างง่ายดายเมื่อคุณชโลมเครื่องสำอางดังกล่าวลงบนผิวหน้าหรือผิวกายของคุณ! ครีมกันแดดมีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่? ปกติแล้ว ครีมกันแดดจะสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันที่ผลิต แต่ก็มีปัจจัยอีกหลายประการที่ทำให้อายุของมันสั้นลงเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครีมกันแดดหมดอายุเมื่อไหร่หรือยังใช้งานได้หรือไม่? เรามีวิธีง่าย ๆ ในการพิจารณาผลิตภัณฑ์กันแดดในมือคุณมาฝากค่ะ 1. ประสิทธิภาพของครีมกันแดดจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อถูกเปิดใช้แล้ว ดังนั้น คุณจึงควรใช้ครีมนั้นให้หมดภายใน 1 ปี 2. ครีมกันแดดที่เปิดใช้แล้วมีโอกาสหมดอายุเร็วกว่าที่ควรเป็นเมื่อถูกเก็บรักษาอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้น อย่าเก็บครีมกันแดดเอาไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงจนเกินไปเป็นการดีที่สุดค่ะ แต่ถึงยังไม่ได้เปิดใช้ก็มีสิทธิ์หมดสภาพได้เหมือนกันหากเก็บไม่ถูกวิธีนะคะ 3. ตรวจสอบดูว่าครีมกันแดดที่มีอยู่ยังใช้งานได้หรือเปล่าโดยการดูจากลักษณะของเนื้อครีมว่ายังเข้มข้นเหมือนเดิมหรือเปล่า สีสันเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ กลิ่นของมันยังหอมดีอยู่หรือมีกลิ่นหืนแปลก ๆ ผสมอยู่ ถ้ามีปัญหาก็ทิ้งไปซะเถอะค่ะอย่าไปทู่ซี้ใช้อยู่ด้วยความเสียดาย ประเดี๋ยวจะต้องเสียสตางค์มารักษาตัวเพิ่มขึ้นอีกโดยใช่เหตุ

วิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับตัวเอง

ปัจจุบันคนให้ความสนใจกับครีมกันแดดมากขึ้นทำให้มีสินค้าจำพวกนี้ออกมาจนแทบล้นตลาด ชนิดที่ว่าถ้าไม่มีครีมกันแดดคู่ใจอยู่แล้วละก็ คงได้ยืนอ่านสรรพคุณกันตาลายกว่าจะเลือกซื้อได้สักขวด แต่ปัญหามันไม่จบแค่นี้น่ะสิคะ เพราะบางยี่ห้อที่คนเขาว่าใช้ดี๊ดี แต่พอเราซื้อมาใช้บ้างดันเกิดอาการแพ้จนหล้าแดงหน้าลอกเสียอย่างนั้น จะทิ้งไปซื้ออันใหม่ก็สุดแสนจะเสียดายเพราะขวดนึงราคาก็ไม่ใช่น้อย สุดท้ายก็เลยได้แต่ตั้งประดับโต๊ะเครื่องแป้งจนฝุ่นจับแล้วไปหาซื้อครีมกันแดดขวดใหม่มาใช้แทน วิธีการเลือกครีมกันแดดให้เหมาะสมกับตัวเองมีดังนี้ค่ะ – ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวของคุณ นั่นก็คือถ้าคุณมีผิวมันก็ต้องใช้ครีมกันแดดสำหรับคนหน้ามันเท่านั้น ส่วนคนที่มีผิวแห้งก็เลือกใช้ให้ตรงกับผิวของตัวเอง โดยเฉพาะคนที่มีผิวบอบบางยิ่งควรต้องเลือกสูตรที่อ่อนโยนกับผิวให้มากเข้าไว้เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการแพ้ที่อาจตามมา – หากเป็นยี่ห้อที่ไม่เคยใช้ ให้ซื้อขนาดทดลองมาใช้ดูก่อน ถ้าได้ผลจึงค่อยคว้าขวดไซส์อื่นมาใช้ในคราวต่อไป จะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียดายเงินมากนักหากผลิตภัณฑ์นั้นไม่เหมาะกับคุณ – ดูลักษณะของครีมกันแดดว่าทาแล้วกลมกลืนไปกับผิวหรือเปล่า เพราะมีหลายยี่ห้อมากที่ทาแล้วหน้าขาวว่อกจนดูหน้าลอย ๆ – ดูลักษณะของเนื้อครีมว่าใช้แล้วเบาสบายไหม ถ้าเนื้อครีมเหนียวหนับยังกับตังเม ทาแล้วเกลี่ยยากเกลี่ยเย็นก็บอกศาลากับยี่ห้อนั้นไปได้เลยค่ะ

ปริมาณครีมกันแดดที่ใช้ทาคือเท่าไหร่

ด้วยราคาที่ไม่อาจดูเบาได้ของครีมกันแดด ทำให้สาว ๆ หลายคนรู้สึกเสียดายที่จะใช้คราวละมาก ๆ ดังนั้นจึงมักทาครีมกันแดดแบบเขียมสุดฤทธิ์ สิ่งที่เกิดตามมาก็คือประสิทธิภาพของครีมกันแดดลดลงอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากคุณทาครีมน้อยเกินไปนั่นเองค่ะ ถ้าอย่างนั้นเราควรทาครีมกันแดดเท่าไหนจึงจะไม่น้อยหรือมากเกินไปดีนะ? เรามีคำตอบให้ค่ะ โดยหลักการแล้ว ครีมกันแดดจะมีประสิทธิภาพตรงกับที่ระบุไว้บนฉลากก็ต่อเมื่อถูกใช้ในปริมาณ 2 มิลลิกรัมต่อ 1 ตารางเซนติเมตร เท่านั้น ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะทากันไม่ถึงผิวจึงไม่ได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่เท่าที่ควร และนอกจากปริมาณของเนื้อครีมที่ใช้ในแต่ละครั้งแล้ว ยังมีปัจจัยอย่างอื่นที่มีผลต่อประสิทธิภาพของครีมกันแดดอีกด้วย นั่นก็คือสภาพอากาศที่คุณอยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นความชื้น ความสูงจากพื้นดิน ลม และความร้อน ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้เราทาครีมกันแดดเพิ่มทุก ๆ 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อให้ผิวได้รับการปกป้องอย่างต่อเนื่อง ท่องเอาไว้ค่ะว่า ถ้าอยากสวยจะงกไม่ได้โดยเด็ดขาด ยิ่งถ้าคุณต้องใช้เวลาอยู่ในน้ำติดต่อกันเป็นเวลานานด้วยแล้วละก็ ครีมกันแดดก็จะถูกน้ำชะล้างออกไปเรื่อย ๆ จนหมด ดังนั้น อย่าลืมหาเวลาขึ้นมาเติมครีมกันแดดเป็นระยะกันนะคะผิวจะได้ถูกแสงแดดแผดเผาจนคล้ำเสีย อย่าไปคิดว่าใช้ครีมที่มีสารกันน้ำแล้วจะไม่เป็นไร…

ครีมกันแดดที่ดีเป็นอย่างไร

ปัจจุบันมีครีมกันแดดมากมายวางขายเต็มไปหมด แต่ละยี่ห้อต่างก็อวดอ้างสรรพคุณกันยกใหญ่ว่าผลิตภัณฑ์ของตนเองนั้นมีดีเพียงใด ทำให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ตัดสินใจไม่ถูกว่าควรจะเลือกใช้ครีมกันแดดตัวไหนดี อีกทั้งราคาของแต่ละตัวก็ไม่ใช่แค่บาทสองบาท กับสภาพเศรษฐกิจอย่างนี้จะซื้ออะไรทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีกจริงไหมคะ ฉะนั้นเพื่อเป็นการช่วยให้คุณ ๆ ได้ตัดสินใจเลือกครีมกันแดดได้ง่ายขึ้น เราจึงนำขั้นตอนการเลือกซื้อครีมกันแดดที่ดีมาฝากให้พิจารณากันดังนี้ – สามารถป้องกันได้ทั้งยูวีเอและยูวีบี – เมื่อใช้แล้วไม่เกิดอาการแพ้ ทดสอบได้โดยทาครีมลงบนท้องแขนแล้วรอดูผลว่าเกิดผื่นคัน หรืออาการบวมแดงหรือไม่ – มีสารอื่น ๆ ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการกันแดดด้วย อาทิเช่น ไททาเนียมไดออกไซด์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการสะท้อนรังสียูวี, ซิงก์ออกไซด์ ที่มีคุณสมบัติในการช่วยให้ครีมกันแดดติดทนนานยิ่งขึ้น หรือ อโวเบนโซน (Avobenzone) ที่สามารถป้องกันรังสียูวีเอได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น – ไม่มีอันตรายแอบแฝง เนื่องจากครีมกันแดดจำเป็นต้องใช้ทุกวันวันละหลายครั้ง จึงควรพิถีพิถันเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัยมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ – เบาสบาย ไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะจนน่ารำคาญ…

ค่า SPF กับครีมกันแดด

เวลาเลือกซื้อครีมกันแดด หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีตัวอักษร SPF ตามด้วยตัวเลขอยู่ข้างหลังด้วย บางคนที่พอจะรู้ความหมายของ SPF ก็เข้าใจว่าต้องเลือกชนิดที่มีตัวเลขสูง ๆ เข้าไว้ ประสิทธิภาพในการกันแดดของครีมที่ใช้จะได้สูงมากขึ้น แต่คุณมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งที่คุณเข้าใจนั้นถูกต้องมากน้อยเพียงไหน วันนี้เราจึงพาคุณผู้อ่านทั้งหลายมาทำความเข้าใจกับ SPF กันค่ะ SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นตัวบ่งชี้ระดับในการป้องกันแสงแดดของครีมแต่ละตัว เช่น SPF 15 คือสามารถป้องกันแสงแดดได้มากกว่าปกติ 15 เท่า, SPF 30 คือสามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้มากถึง 30 เท่า เป็นต้น ซึ่งโดยทั่วไปครีมกันแดดที่มีค่าตั้งแต่ SPF15 – 30 ก็เพียงพอต่อการรักษาผิวให้พ้นอันตรายจากแสงแดดแล้วค่ะ นอกจากนี้ลักษณะและการเปลี่ยนแปลงของสีผิวเมื่อถูกแดดแผดเผาของผู้ใช้ก็ยังเป็นตัวกำหนดค่า SPF ที่จำเป็นอีกต่อหนึ่งด้วยนะคะ…

ครีมกันแดดสำหรับสาวหน้าสิว

ครีมกันแดดแทบจะกลายเป็นปัจจัยที่ขาดไม่ได้ของคนรักสวยรักงามทั่วโลกเสียแล้ว แต่คนที่กำลังเป็นสิวที่หน้าอาจไม่ค่อยอยากทาครีมกันแดดกันสักเท่าไหร่เพราะเกรงว่าจะไปทำให้รูขุมขนอุดตันอันเป็นสาเหตุให้มีสิวเพิ่มมากขึ้น วันนี้เราจึงนำวิธีเลือกครีมกันแดดที่เหมาะสมกับสภาวะผิวที่กำลังอ่อนแอกันค่ะ – เลือกครีมกันแดดเนื้อบางมาใช้ดีที่สุด เนื่องจากครีมกันแดดที่เหนียวหนับหรือมีความเข้มข้นสูงเท่าไหร่ก็จะยิ่งล้างออกให้หมดจดได้ยากเท่านั้น ทำให้มีสิ่งตกค้างอยู่บนใบหน้าและกลายเป็นแหล่งกำเนิดของสิวที่ไม่พึงปรารถนาในเวลาต่อมา – เลือกครีมกันแดดที่มีสารบำรุงผิวร่วมด้วยมาใช้จะได้ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของผิวไปในตัว – ครีมกันแดดบางตัวก็ออกแบบมาสำหรับคนเป็นสิวโดยเฉพาะ ถ้าเจอละก็อย่าลืมคว้ามาใช้กันนะคะ – ในขณะที่ใบหน้าของคุณเต็มไปด้วยสิวจะเป็นช่วงที่ผิวอ่อนไหวมาก ๆ ดังนั้นอย่าใช้ครีมกันแดดที่ออกฤทธิ์แรงนัก ให้เลือกสูตรสำหรับผิวบอบบางจะดีที่สุดค่ะ – ครีมกันแดดจะเป็นแบบเนื้อครีมหรือสูตรน้ำนั้นไม่สำคัญเท่าไหร่ ส่วนที่ต้องพิจารณาให้มาก ๆ คือใช้แล้วไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ หรือทิ้งคราบต่าง ๆ บนผิว ที่สำคัญต้องล้างออกง่ายและไม่ระคายเคืองผิวหน้า – หลีกเลี่ยงครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารกันเสียหรือพาราเบน รวมถึงน้ำหอมต่าง ๆ ด้วยเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดสิว