ครีมกันแดดแบบไหนที่กันน้ำได้นานกว่ากัน

คุณสมบัติหนึ่งในหลาย ๆ อย่างของครีมกันแดดที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้ ก็คือสามารถกันน้ำได้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าครีมกันแดดที่ซื้อมาหรือกำลังจะซื้อนั้นกันน้ำหรือเปล่า แน่นอนว่าไม่ต้องถึงกับลองทาแล้วลงน้ำเพื่อพิสูจน์กันหรอกนะคะ เพราะสิ่งที่คุณกำลังมองหานั้นอยู่บนฉลากแล้วนั่นเองค่ะ เพียงมองหาคำว่า Water Resistant หรือ Waterproof ก็พอ ครีมกันแดดชนิดกันน้ำมีอยู่ 2 ประเภท คือ – Water Resistant เป็นครีมกันแดดที่เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้งหรือกิจกรรมที่ต้องเสียเหงื่อมาก ๆ เช่น การเล่นกีฬา การเดินทางในชั่วโมงเร่งรีบ หรือการออกไซต์งานท่ามกลางแดดจัดจ้า เป็นต้น ซึ่งครีมกันแดดประเภทนี้จะสามารถอยู่ติดผิวของคุณได้นานถึง 40 นาที ถึงแม้ว่าคุณจะชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อก็ตามที – Waterproof เป็นครีมกันแดดที่เหมาะกับกิจกรรมทางน้ำ เช่น การว่ายน้ำ เล่นน้ำทะเล แข่งเรือ หรือกิจกรรมอื่น ๆ…

ประโยชน์ของครีมกันแดด

รู้หรือไม่ว่า นอกจากครีมกันแดดจะทำหน้าที่ปกป้องผิวของคุณจากรังสียูวีที่อยู่ในแสงแดดและแสงทั่วไปแล้ว ครีมตัวนี้ยังมีประโยชน์อีกหลายอย่างเลยทีเดียว อยากรู้กันแล้วใช่ไหมล่ะคะ เลื่อนลงไปอ่านกันเลยค่ะ 1. ลดผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากรังสีต่าง ๆ ที่แฝงตัวมากับแสงแดด โดยสารกันแดดที่ผสมอยู่ในเนื้อครีมจะทำหน้าที่เคลือบผิวเอาไว้และคอยกรองรังสีเหล่านั้นให้ซึมซาบเข้าสู่ผิวให้น้อยที่สุด เปรียบได้กับเครื่องกรองน้ำที่ทำหน้าที่กรองสิ่งสกปรกทั้งหลายนั่นเองค่ะ 2. ปกป้องระบบการผลิตเม็ดสีของเมลานินในผิวทำให้ลดการเกิดฝ้าและกระลงอย่างได้ผล ลองสังเกตผิวหน้าของคนที่ไม่เคยทาครีมกันแดดดูสิคะโดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานท่ามกลางแดดจัด ๆ จะเห็นเลยว่ามีฝ้า จุดด่างดำ หรือกระขึ้นเป็นหย่อม ๆ ซึ่งการรักษาผิวที่เสียหายเหล่านี้จำเป็นจะต้องใช้เงินเยอะกว่าค่าครีมกันแดดที่เราใช้กันเสียอีก แถมยังไม่แน่ว่าจะหายขาดด้วยน่ะสิคะ 3. ปกป้องโปรตีนที่สำคัญบนผิวหนังไม่ให้ถูกทำร้ายด้วยรังสียูวีจากแสงแดด ซึ่งโปรตีนดังกล่าวก็ได้แก่ อีลาสติน คอลลาเจน และอื่น ๆ ทำให้ผิวหนังยังคงความแข็งแรงและเรียบตึงอยู่เสมออย่างที่เรียกกันว่าหน้าอ่อนกว่าวัยยังไงล่ะคะ 4. เป็นเกราะป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผิว เช่น มะเร็งผิวหนัง ที่มักมีสาเหตุมาจากการที่ผิวหนังถูกแสงแดดมากเกินไปนั่นเอง ดังนั้นใครที่รู้ตัวว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็รีบหาครีมกันแดดดี ๆ สักตัวมาใช้กันได้แล้วนะคะ กันไว้ดีกว่าแก้แน่นอนค่ะ

วิธีเลือกครีมกันแดดให้ลูกน้อย

อากาศเมืองไทยนับวันจะยิ่งร้อนขึ้นเรื่อย ๆ เวลาออกจากบ้านไปไหนทีเป็นต้องปกปิดร่างกายด้วยเสื้อคลุม หมวก และแว่นกันแดด เพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีที่สุดแสนจะโหดร้าย ขนาดผู้ใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นสิบ ๆ ปียังบ่นอู้ แล้วเด็กอ่อนที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกได้ไม่นานล่ะจะเป็นอย่างไรกันบ้าง? แน่นอนว่าการที่จะให้เด็ก ๆ เก็บตัวอยู่ในบ้านนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว แต่การพาเด็กออกมาเผชิญไอแดดแสนระอุก็น่าสงสารไม่แพ้กันใช่ไหมล่ะคะ ฉะนั้นทางออกเดียวที่เหลืออยู่ก็คงจะต้องพึ่งพาครีมกันแดดให้ช่วยผิวอ่อน ๆ ของหนูน้อยทั้งหลายเสียแล้วล่ะค่ะ เนื่องจากผิวของเด็กนั้นยังบอบบางและอ่อนแออยู่มากโดยเฉพาะเด็กอ่อน คุณจึงควรพิถีพิถันกับการเลือกผลิตภัณฑ์กันแดดให้มากเข้าไว้เพื่อความปลอดภัย ดังนี้ – ใช้ครีมหรือโลชั่นกันแดดที่ผลิตขึ้นมาสำหรับเด็กโดยเฉพาะอย่าไปใช้ขวดเดียวกับผู้ใหญ่โดยเด็ดขาดเพราะแทนที่จะได้ประโยชน์จะกลับกลายเป็นอันตรายแทน เนื่องจากผิวของเด็กบอบบางกว่ามาก อาจไม่สามารถทนรับสารเคมีในครีมกันแดดที่มีความเข้มข้นกว่าผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กได้ – ไม่มีส่วนผสมของสารเคมีที่ออกฤทธิ์รุนแรง หากไม่แน่ใจก็เลือกสูตรอ่อนโยนเป็นพิเศษเข้าไว้ก่อน – ไม่ผสมหัวน้ำหอมหรือผ่านการแต่งกลิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงอาการแพ้ที่อาจเกิดขึ้นได้ – เลือกครีมกันแดดที่เหมาะกับช่วงอายุของเด็ก – ได้รับมาตรฐานและผ่านการรับรองจากกุมารแพทย์เป็นที่เรียบร้อย เพียงเท่านี้ลูกรักของคุณก็จะปลอดภัยจากรังสียูวีตัวร้ายกันแล้วล่ะค่ะ

ใช้ครีมกันแดดยังไงให้ได้ประสิทธิภาพที่สุด

ครีมกันแดดนั้นสามารถกันแดดให้คุณได้ก็จริง แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่พบว่าครีมกันแดดไม่สามารถปกป้องผิวให้คุณได้อย่างที่วาดหวังไว้ วันนี้ เราจึงนำวิธีใช้ครีมกันแดดอย่างถูกต้องเพื่อดึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออกมาให้ได้มากที่สุดค่ะ 1. เลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิวของตัวเอง ถ้าใครรู้ตัวว่ามีผิวบอบาง แพ้ง่าย ก็ให้เลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงสักหน่อยประมาณ 45 – 60 กำลังดี ส่วนคนที่มีผิวแข็งแรงแบบสีทนได้ก็เลือกชนิดที่ค่า SPF ต่ำลงมาได้อย่างไร้กังวล 2. ทาครีมกันแดดบริเวณที่ต้องการในปริมาณพอเหมาะ อย่าให้น้อยเกินไปเพราะคุณสมบัติในการกันแดดของครีมจะลดลงตามไปด้วย แต่ก็อย่าให้มากจนเกินไปเช่นกันเนื่องจากจะเป็นการเสียของโดยเปล่าประโยชน์ ปริมาณที่แนะนำคือ 1 ช้อนชา สำหรับใบหน้าลงมาจนถึงลำคอ และ 1 ช้อนโต๊ะ สำหรับผิวบริเวณแขนและขา โดยเกลี่ยเนื้อครีมให้ทั่วถึง อย่าไปลูบขึ้นลงโดยเด็ดขาดเพราะจะกลายเป็นการเช็ดครีมออกไปแทน 3. ควรทาครีมกันแดดซ้ำทุก 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อให้เข้าไปแทนที่ครีมส่วนที่หลุดลอกออกไปในระหว่างวัน ไม่ว่าจะมาจากการซับเหงื่อ…

ครีมกันแดดสำหรับผู้ชาย

เมื่อพูดถึงเรื่องสวย ๆ งาม ๆ แล้ว เรามักจะมองว่ากลุ่มผู้ที่ให้ความสนใจกับสิ่งเหล่านี้จะเป็นผู้หญิงกันไปเสียหมด แต่ในความจริงแล้วผู้ชายก็รักที่จะดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอเช่นกันนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุขภาพด้วยแล้วละก็จะยิ่งพลาดไม่ได้กันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยที่จะมีผลิตภัณฑ์และเครื่องสำอางสำหรับหนุ่ม ๆ ออกมาเต็มแผงไม่แพ้ของสุภาพสตรีทั้งหลายรวมทั้งครีมกันแดดด้วย ถามว่าครีมกันแดดจำเป็นต้องแยกเพศด้วยเหรอว่าอันนี้สำหรับผู้หญิง อันโน้นสำหรับผู้ชาย ที่จริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องแยกก็สามารถใช้ร่วมกันได้ล่ะค่ะเพียงแต่การออกแบบแพคเกจจะยุ่งยากอยู่สักหน่อยเพราะหากมาแนวหวานแหวว คุณผู้ชายทั้งหลายคงไม่ค่อยกล้าหยิบมาใช้กันนักเพราะเกรงเพื่อนจะล้อ แต่ถ้าออกแบบเอาใจท่านชาย ก็จะไม่ถูกอกถูกใจสาว ๆ ที่ชื่นชอบความหวานแหววเสียอีก ดังนั้นจึงแยกตัวออกมาต่างหากแบบของใครของมันเสียเลย นอกจากนี้ กิจกรรมในแต่ละวันของผู้ชายกับผู้หญิงก็มักจะแตกต่างกันด้วย เนื่องจากผู้ชายมีแนวโน้มที่จะออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งบ่อยและนานกว่าผู้หญิงที่นิยมหลบอยู่แต่ในร่ม ดังนั้น ครีมกันแดดของผู้ชายจึงมักมีความเข้มข้นสูงขึ้นตามไปด้วยตามไลฟสไตล์ของแต่ละคนนั่นเอง แต่ก็ยังไม่ได้ละทิ้งจุดประสงค์หลักของครีมกันแดดในการปกป้องและรักษาผิวของผู้ใช้ให้ได้รับผลกระทบจากรังสียูวีอันแสนร้ายกาจให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ พร้อมกันนั้นก็จัดการบำรุงผิวหน้าให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอไปด้วย หนุ่ม ๆ สมัยนี้ถึงได้มีผิวหน้าโดดเด้งไม่แพ้สาว ๆ ยังไงล่ะคะ

ทำไมถึงต้องใช้ครีมกันแดด

เป็นที่รู้กันว่าครีมกันแดดมีประโยชน์ในการช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด แต่จากการสำรวจพบว่าคนไทยเราใช้ครีมกันแดดกันไม่ถึง 10% ของประชากรทั้งหมดด้วยซ้ำไป นับว่าน้อยจนน่าใจหายจริง ๆ ว่าไหมคะ ที่เป็นอย่างนี้อาจเป็นเพราะว่าการประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ของครีมกันแดดอาจไม่ดีพอ คนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้จึงละเลยที่จะให้ความสนใจไปอย่างน่าเสียดาย แสงแดดนั้นมีประโยชน์ต่อเราก็จริงอยู่ แต่ก็มีอันตรายแฝงตัวมาด้วยเช่นกัน หากคุณต้องการรับประโยชน์จากแดด ก็ควรเลือกช่วงเวลาที่ความร้อนยังไม่รุนแรงมากนักคือช่วงเช้าตรู่และช่วงเย็นย่ำสนธยา ส่วนแสงแดดระหว่างวันคือเวลาตั้งแต่ 10.00 – 15.00 น.ซึ่งเป็นช่วงที่สุดแสนจะร้อนระอุนั้นหากหลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีก แต่ถ้าจำเป็นต้องออกไปเผชิญแสงแดดจัดจ้าจริงๆ ก็ยิ่งต้องปกป้องตัวเองด้วยการทาครีมกันแดดหรือสวมเครื่องแต่งกายที่ปกปิดผิวกายได้มิดชิดจำพวกเสื้อคลุมแขนยาว หมวก แว่นกันแดด เป็นต้น อันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับผิวของคุณมีตั้งแต่ปัญหาเล็ก ๆ อย่างผิวคล้ำขึ้นหรือมีสิวปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า ไล่ไปจนถึงปัญหาที่ส่งผลกระทบมากขึ้นอย่างเช่น ปวดแสบปวดร้อนจากอาการผิวไหม้ เกิดฝ้าขึ้นบนใบหน้า ผิวหนังเหี่ยวย่นเพราะถูกแสงแดดทำร้าย แม้กระทั่งเกิดมะเร็งผิวหนังที่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานในการรักษาโดยไม่สามารถรับประกันได้ว่าผิวจะกลับมาสวยเหมือนเก่าได้หรือไม่ อีกทั้งยังต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าค่าครีมกันแดดอีกมากมายหลายเท่าตัว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมการป้องกันและดูแลผิวจากอันตรายของรังสียูวีจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

ครีมกันแดดกับกีฬากลางแจ้ง

นักกีฬาหลายคนที่ไม่ประสบความสำเร็จกับการปกป้องผิวโดยการใช้ครีมกันแดด จึงต้องเผชิญกับปัญหาผิวดำคล้ำเสียอยู่เรื่อยและคิดว่าเป็นเพราะครีมกันแดดที่ใช้อยู่นั้นไม่ดี แต่เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกก็ไม่สามารถได้ผิวสวย ๆ กลับคืนมาเสียที วันนี้เราจึงนำเคล็ดไม่ลับในการเลือกครีมกันแดดไว้ใช้เวลาเล่นกีฬากลางแจ้งมาให้ค่ะ เวลาเล่นกีฬานั้นย่อมต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเหงื่อออกเพื่อขับความร้อนภายในร่างกาย และเนื่องจากเหงื่อจัดว่าเป็นน้ำชนิดหนึ่ง จึงสามารถชะล้างสิ่งต่าง ๆ ที่เกาะตัวอยู่บนชั้นผิวได้รวมทั้งครีมกันแดดด้วย ดังนั้นครีมที่เหมาะสมจะนำมาใช้เมื่อต้องเล่นกีฬากลางแจ้งจึงต้องมีคุณสมบัติกันน้ำเป็นอันดับแรก ถัดมาคือเป็นครีมที่ติดแน่นทนนานกว่าครีมกันแดดทั่วไปจะได้ไม่เสียเวลามาทาครีมเพิ่มบ่อย ๆ นอกจากนี้คุณสมบัติอีกประการหนึ่งของครีมกันแดดที่มองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือ จะต้องไม่ทิ้งคราบเหนียวลื่นเอาไว้บนผิวหนัง ไม่ว่าจะเป็นหลังทา เปียกน้ำหรือถูกเหงื่อ ซึ่งอาจกลายเป็นอุปสรรคสำคัญที่อาจก่อให้เกิดอันตรายในการแข่งกีฬาได้ เช่น การทำไม้แร็คเก็ตหลุดมือเพราะลื่น เป็นต้น ปัจจุบัน ได้มีผู้คิดค้นครีมกันแดดที่เหมาะสมกับการเล่นกีฬากลางแจ้งหรือกีฬาทางน้ำออกมาหลายชนิดด้วยกัน เวลาเลือกซื้อก็อย่าลืมสังเกตฉลากกันนะคะว่ามีคำว่า Sport อยู่หรือเปล่า ยอมเสียเวลาสังเกตสังกาผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นต้องใช้กันสักนิดจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังอย่างไรล่ะคะ

หน้าอ่อนกว่าวัยด้วยครีมกันแดด

รอยเหี่ยวย่นหรือรอยตีนกาบนใบหน้าล้วนเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ของคนรักสวยรักงามเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น คนที่พอมีฐานะอยู่บ้างจึงมักหมดเงินไปกับการซื้อครีมแพง ๆ มาบำรุงผิวหน้าเพื่อให้ดูสวยเสมอ และก็มีไม่น้อยที่ยอมเจ็บตัวด้วยการไปทำศัลยกรรมทำหน้าเสียใหม่ให้ตึงเปรี๊ยะยังกับสาว ๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่บรรดาไฮโซไฮซ้อรุ่นคุณป้าคุณยายจะยังดูสวยพริ้งและอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงมากมายนัก แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ใช่ว่าคนหาเช้ากินค่ำอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ จะไม่สามารถเป็นเจ้าของความงามนี้ได้นะคะ เพราะมีผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งที่สามารถทำให้คุณดูหน้าอ่อนกว่าวัยได้ในราคาที่เอื้อมถึงได้อย่างสบาย สิ่งนั้นก็คือ “ครีมกันแดด” อย่างไรล่ะคะ เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับครีมกันแดดออกมาว่า ผู้ที่ใช้ครีมกันแดดเป็นประจำจะสามารถรักษาความอ่อนวัยบนใบหน้าได้ยาวนานกว่าคนที่ไม่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ได้ 5 – 20 ปีเลยทีเดียว ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่าในแสงแดดนั้นมีทั้งรังสียูวีเอและยูวีบีที่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและร่างกาย การทาครีมกันแดดจึงช่วยปกป้องผิวของคุณจากรังสีดังกล่าวได้ จึงทำให้ผิวหนังไม่ถูกแสงแดดทำร้ายนั่นเอง ยิ่งบ้านเรามีอากาศร้อนจัดด้วยแล้ว การดูแลผิวหนังจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ไม่ควรมองข้ามไปอย่างยิ่ง สรุปก็คือ ก่อนออกจากบ้านอย่าลืมทาครีมกันแดดด้วย รับรองว่าผิวสวย ๆ จะอยู่คู่คุณไปอีกนานเชียวค่ะ

อย่าเสี่ยงหน้าพังเพราะครีมกันแดดหมดอายุ

อันตรายจากเครื่องสำอางที่หมดอายุนั้น นำมาซึ่งสิ่งที่ไม่พึงประสงค์สำหรับคนรักสวยรักงามอย่างแน่นอน เพราะนอกจากผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุจะเสื่อมสรรพคุณจนเท่ากับเสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังสามารถทำลายผิวหน้าของคุณให้พังตามไปด้วยอย่างง่ายดายเมื่อคุณชโลมเครื่องสำอางดังกล่าวลงบนผิวหน้าหรือผิวกายของคุณ! ครีมกันแดดมีอายุการใช้งานนานเท่าไหร่? ปกติแล้ว ครีมกันแดดจะสามารถเก็บไว้ได้ประมาณ 3 ปีนับจากวันที่ผลิต แต่ก็มีปัจจัยอีกหลายประการที่ทำให้อายุของมันสั้นลงเช่นกัน ถ้าอย่างนั้นเราจะรู้ได้อย่างไรว่าครีมกันแดดหมดอายุเมื่อไหร่หรือยังใช้งานได้หรือไม่? เรามีวิธีง่าย ๆ ในการพิจารณาผลิตภัณฑ์กันแดดในมือคุณมาฝากค่ะ 1. ประสิทธิภาพของครีมกันแดดจะลดลงเรื่อย ๆ เมื่อถูกเปิดใช้แล้ว ดังนั้น คุณจึงควรใช้ครีมนั้นให้หมดภายใน 1 ปี 2. ครีมกันแดดที่เปิดใช้แล้วมีโอกาสหมดอายุเร็วกว่าที่ควรเป็นเมื่อถูกเก็บรักษาอย่างไม่เหมาะสม ดังนั้น อย่าเก็บครีมกันแดดเอาไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงจนเกินไปเป็นการดีที่สุดค่ะ แต่ถึงยังไม่ได้เปิดใช้ก็มีสิทธิ์หมดสภาพได้เหมือนกันหากเก็บไม่ถูกวิธีนะคะ 3. ตรวจสอบดูว่าครีมกันแดดที่มีอยู่ยังใช้งานได้หรือเปล่าโดยการดูจากลักษณะของเนื้อครีมว่ายังเข้มข้นเหมือนเดิมหรือเปล่า สีสันเปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ กลิ่นของมันยังหอมดีอยู่หรือมีกลิ่นหืนแปลก ๆ ผสมอยู่ ถ้ามีปัญหาก็ทิ้งไปซะเถอะค่ะอย่าไปทู่ซี้ใช้อยู่ด้วยความเสียดาย ประเดี๋ยวจะต้องเสียสตางค์มารักษาตัวเพิ่มขึ้นอีกโดยใช่เหตุ

วิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับตัวเอง

ปัจจุบันคนให้ความสนใจกับครีมกันแดดมากขึ้นทำให้มีสินค้าจำพวกนี้ออกมาจนแทบล้นตลาด ชนิดที่ว่าถ้าไม่มีครีมกันแดดคู่ใจอยู่แล้วละก็ คงได้ยืนอ่านสรรพคุณกันตาลายกว่าจะเลือกซื้อได้สักขวด แต่ปัญหามันไม่จบแค่นี้น่ะสิคะ เพราะบางยี่ห้อที่คนเขาว่าใช้ดี๊ดี แต่พอเราซื้อมาใช้บ้างดันเกิดอาการแพ้จนหล้าแดงหน้าลอกเสียอย่างนั้น จะทิ้งไปซื้ออันใหม่ก็สุดแสนจะเสียดายเพราะขวดนึงราคาก็ไม่ใช่น้อย สุดท้ายก็เลยได้แต่ตั้งประดับโต๊ะเครื่องแป้งจนฝุ่นจับแล้วไปหาซื้อครีมกันแดดขวดใหม่มาใช้แทน วิธีการเลือกครีมกันแดดให้เหมาะสมกับตัวเองมีดังนี้ค่ะ – ซื้อผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวของคุณ นั่นก็คือถ้าคุณมีผิวมันก็ต้องใช้ครีมกันแดดสำหรับคนหน้ามันเท่านั้น ส่วนคนที่มีผิวแห้งก็เลือกใช้ให้ตรงกับผิวของตัวเอง โดยเฉพาะคนที่มีผิวบอบบางยิ่งควรต้องเลือกสูตรที่อ่อนโยนกับผิวให้มากเข้าไว้เพื่อลดความเสี่ยงจากอาการแพ้ที่อาจตามมา – หากเป็นยี่ห้อที่ไม่เคยใช้ ให้ซื้อขนาดทดลองมาใช้ดูก่อน ถ้าได้ผลจึงค่อยคว้าขวดไซส์อื่นมาใช้ในคราวต่อไป จะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียดายเงินมากนักหากผลิตภัณฑ์นั้นไม่เหมาะกับคุณ – ดูลักษณะของครีมกันแดดว่าทาแล้วกลมกลืนไปกับผิวหรือเปล่า เพราะมีหลายยี่ห้อมากที่ทาแล้วหน้าขาวว่อกจนดูหน้าลอย ๆ – ดูลักษณะของเนื้อครีมว่าใช้แล้วเบาสบายไหม ถ้าเนื้อครีมเหนียวหนับยังกับตังเม ทาแล้วเกลี่ยยากเกลี่ยเย็นก็บอกศาลากับยี่ห้อนั้นไปได้เลยค่ะ